วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร

วัดบวรนิเวศวิหาร
วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ต้นถนนตะนาวและถนนเฟื่องนคร บางลำภู เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร แต่เดิมชื่อ "วัดใหม่" อยู่ใกล้กับวัดรังษีสุทธาวาส ต่อมาได้รวมเข้าเป็นวัดเดียวกัน โดยกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ ในรัชกาลที่ 3 ทรงสร้างขึ้นใหม่ วัดนี้ได้รับการทะนุบำรุง และสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ ขึ้นจนเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่ง โดยเฉพาะในสมัยปลายรัชกาลที่ 3 เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงอาราธนา สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ามงกุฏ (รัชกาลที่ 4) ซึ่งผนวชเป็นพระภิกษุอยู่วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) เสด็จมาครองเมื่อ พ.ศ.2375 และทรงตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายขึ้นที่วัดนี้เป็นครั้งแรก แล้วจึงได้พระราชทานนามวัดว่า "วัดบวรนิเวศวิหาร"

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชาคณะเสด็จประทับที่วัดนี้แล้ว ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์และสร้างถาวรวัตถุต่างๆ เพิ่มเติมขึ้นหลายอย่าง พร้อมทั้งได้รับพระราชทานตำหนักจากรัชกาลที่ 3 ด้วย ในสมัยต่อมา วัดนี้เป็นวัดที่ประทับของพระมหากษัตริย์เมื่อทรงผนวชหลายพระองค์ เช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน จึงทำให้วัดนี้ได้รับการทะนุบำรุงให้คงสภาพดีอยู่เสมอ

ศิลปกรรมภายในวัดบวรนิเวศวิหาร แบ่งออกเป็น ศิลปกรรมในเขตพุทธาวาส และศิลปกรรมในเขตสังฆวาส เขตทั้งสองนี้ถูกแบ่งโดยกำแพง และคูน้ำมีสะพานเชื่อมถึงกันเดินข้ามไปมาได้สะดวก ศิลปกรรมที่สำคัญของวัดนี้ที่น่าสนใจ มีดังนี้


ศิลปกรรมในเขตพุทธาวาส


พระอุโบสถ ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่สร้างวัดในรัชกาลที่ 3 แต่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมต่อมาอีกหลายครั้ง รูปแบบของพระอุโบสถสร้างตามแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 มีมุขหน้ายื่นออกมาเป็นพระอุโบสถ และมีปีกยื่นออกซ้ายขวาเป็นวิหารมุขหน้า ที่เป็นพระอุโบสถมีเสาเหลี่ยมมีพาไลรอบซุ้มประตูหน้าต่าง และหน้าบันประดับด้วยลายปูนปั้น พระอุโบสถหลังนี้ได้รับการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยโปรดฯ ให้มุงกระเบื้องเคลือบลูกฟูก ประดับลายหน้าบันด้วยกระเบื้องเคลือบสี และโปรดฯ ให้ "ขรัวอินโข่ง" เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ เป็นรูปแบบของจิตรกรรมหัวเลี้ยวหัวต่อของการรับอิทธิพลยุโรป เข้ามาผสมผสานกับแนวคิดตามขนบนิยมของไทย ภาพจิตรกรรมฝาผนังนี้ สันนิษฐานว่า เขียนตั้งแต่สมัยที่พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฏฯ เข้าครองวัด โดยเขียนบนผนังเหนือประตูหน้าต่างขึ้นไป มีอยู่ 16 ตอน มีคำจารึกพรรณาเขียนไว้ที่ช่องประตูหน้าต่างรวม 16 บาน

ส่วนภายนอกได้รับการบูรณะ บุผนังด้วยหินอ่อนทั้งหมด เสาด้านหน้าเป็นเสาเหลี่ยมมีบัว หัวเสาเป็นลายฝรั่ง ซุ้มประตูหน้าต่างปิดทองประดับกระจก ด้านหน้ามีใบเสมารุ่นเก่าสมัยอู่ทองทำด้วยหินทรายแดงนำมาจากวัดวังเก่า เพชรบุรี ส่วนใบเสมาอื่นติดไว้กับผนังพระอุโบสถ แทนการตั้งไว้บนลานรอบพระอุโบสถ

สำหรับพระประธานในพระอุโบสถ องค์หน้าคือ พระพุทธชินสีห์ เป็นศิลปะสุโขทัยผสมเชียงแสน ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 5 ศอก 1 คืบ 4 นิ้ว วัสดุสำริด ลงรักปิดทอง อัญเชิญมาจากวิหารด้านทิศเหนือของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก โดยอัญเชิญมาทั้งองค์เมื่อฤดูน้ำปีพ.ศ.2372 และในปีต่อมาได้โปรดให้กะไหล่รัศมีองค์พระด้วยทองคำ ฝังพระเนตรฝังเพชรที่พระอุณาโลม แล้วปิดทองทั้งองค์พระ ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2397 ได้โปรดให้หล่อฐานด้วยทองสัมฤทธิ์ ปิดทองใหม่ทั้งองค์พระและฐาน แล้วให้มีการสมโภช 5 วัน

พระพุทธชินสีห์ (องค์หน้า)
ส่วนองค์หลังคือ พระสุวรรณเขต

ส่วนองค์หลัง คือ พระสุวรรณเขต หรือที่เรียกกันว่า "พระโต" เป็นพระพุทธรูปหล่อโลหะขนาดใหญ่ หน้าพระเพลากว้าง 9 ศอก 21 นิ้ว กรมพระราชวังบวรฯ ผู้สร้างวัดได้ทรงอัญเชิญมาจากวัดสระตะพาน เมืองเพชรบุรี โดยรื้อออกเป็นท่อนๆ แล้วนำมาประกอบขึ้นใหม่ สันนิษฐานว่า เดิมเป็นพระทวาราวดี พระศกเดิมโต พระยาชำนิหัตถการ นายช่างกรมพระราชวังบวรฯ เลาะออกทำพระศกใหม่ด้วยดินเผาให้เล็กลง ลงรักปิดทอง มีพระสาวกใหญ่นั่งคู่หนึ่งเป็นพระปั้น หน้าตัก 2 ศอก

ถัดจากพระอุโบสถออกไปเป็นเจดีย์กลมขนาดใหญ่สร้างสมัยรัชกาลที่ 4 หุ้มกระเบื้องสีทองในรัชกาลปัจจุบัน รอบฐานพระเจดีย์มีศาลาจีนและซุ้มจีน หลังเจดีย์ออกไปเป็นวิหารเก๋งจีน

ถัดเก๋งจีนเป็น วิหารพระศาสดา เป็นวิหารใหญ่แบ่งเป็น 2 ห้อง ด้านหลังเป็นพระพุทธไสยาสน์สมัยสุโขทัย ฝาผนังมีจิตรกรรมเรื่องพระพุทธประวัติและชาดก ด้านหน้าประดิษฐานพระศาสดา รัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้อัญเชิญมาจากวัดสุทัศน์เทพวราราม

นอกจากนี้ ยังมี พระพุทธบาทจำลอง ซึ่งเป็นพระพุทธบาทโบราณสมัยสุโขทัย ประดิษฐานอยู่ในศาลา ข้างพระอุโบสถพลับพลาเปลื้องเครื่อง สร้างเป็นเครื่องแสดงว่า วัดนี้รับพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จเปลื้องเครื่องทรงในศาลานี้ก่อนเสด็จเข้าวัด


ศิลปกรรมในเขตสังฆวาส


ศิลปกรรมในเขตสังฆวาสส่วนใหญ่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 เพื่อเป็นตำหนักที่ประทับของพระมหากษัตริย์ที่ผนวชในวัดนี้ เริ่มจาก ตำหนักปั้นหยา ซึ่งเป็นตึกฝรั่ง 3 ชั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างพระราชทานพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฏ เมื่อทรงอาราธนาให้เสด็จมาประทับที่วัดนี้ และประทับอยู่ที่ตำหนักปั้นหยาตลอดเวลาผนวช รูปทรงของตำหนักเป็นตึกก่ออิฐถือปูนหน้าจั่วประดับด้วยกระเบื้องเคลือบอยู่ซ้ายมือของกลุ่มตำหนักต่างๆ

ถัดจากตำหนักปั้นหยาคือ ตำหนักจันทร์ เป็นตำหนักที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างด้วยทรัพย์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร กรมขุนพิจิตรเจษฎ์จันทร์ ถวายเป็นที่ประทับของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรสในบริเวณตำหนักจันทร์ด้านทิศตะวันออกติดกับรั้วเหล็ก มีศาลาเล็กๆ มีพาไล 2 ด้าน ฝาล่องถุนก่ออิฐถือปูนโถงเป็นเครื่องไม้ หลังคามุงกระเบื้อง ศาลาหลังนี้เดิมเป็นพลับพลาที่ประทับของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างไว้ในสวนพระราชวังเดิม โปรดให้ย้ายมาปลูกไว้ เมื่อ พ.ศ.2452

ในกลุ่มพระตำหนักนี้ ยังมี พระตำหนักเพชร อีกตำหนักหนึ่งอยู่ขวามือเมื่อเข้าจากหน้าวัด เป็นตำหนักสองชั้นแบบฝรั่ง มุขหน้าประดับด้วยลวดลายไม้ฉลุงดงาม ตำหนักนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างถวายเป็นท้องพระโรงของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส


มหามกุฏราชวิทยาลัย


ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2436 โดยพระบรมราชานุญาตในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามดำริพระสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาพระวชิรญาณวโรรส เพื่อเป็นสถานศึกษาชั้นสูงของคณะสงฆ์ ต่อมาสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ได้ทรงประกาศตั้งสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพุทธศาสนา ขึ้นเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2488 และมหาเถรสมาคมได้รับรองสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัยเป็นการศึกษาของคณะสงฆ์ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2517 เป็นการศึกษาที่ไม่เก็บค่าเล่าเรียน

การศึกษาระดับปริญญาตรีแบ่งเป็น 4 คณะ คือ คณะศิลปศาสตร์ คณะศาสนาและปรัชญา คณะสังคมศาสตร์ และคณะศึกษาศาสตร์ ส่วนการศึกษาระดับปริญญาโทศาสนศาสตรมหาบัณฑิตเริ่มเปิดสอนตั้งแต่ปีการศึกษา 2531 เป็นต้นมา

คลิกสิ
คลิกเพื่อดูภาพเพิ่มเติม
https://www.myfirstbrain.com/AroundTheCity_View.aspx?Id=49427

Hotmail® has a new way to see what's up with your friends. Check it out.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น