| "ห้วยจะกือ"...ความฝันของเด็กกลางหุบเขา โดย : ไทยเอ็นจีโอ เมื่อ : 6/05/2009 02:03 PM |
| "เราส่งลูกหลานมาเรียน ก็เพื่ออนาคต และเพื่อชื่อเสียงใช่หรือไม่... ทางโรงเรียนจำเป็นต้องมีการคัดเลือกสอบวัดระดับความรู้เด็กนักเรียนที่จะเข้ามายังสถานศึกษาแห่งนี้" เสียงประกาศจากทางโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง ดังขึ้นในวันปฐมนิเทศผู้ปกครองของนักเรียนระดับชั้้นประถมศึกษา ซึ่งทางโรงเรียนระบุว่า เด็กนักเรียนที่มาสมัครเรียนจะต้องมีการสอบคัดเลือกห้องเรียน เพื่อจะคัดเลือกเอาเด็กหัวกะทิไปอยู่รวมกันไม่ให้ปะปนกับเด็กคนอื่นๆ และนอกจากนี้หากนักเรียนคนใดได้คะแนนมากกว่าร้อยละ 80 จะมีสิทธิสอบ EP หรือ English Program ซึ่งหลักสูตรการเรียนการสอนจะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด นั่นหมายความว่า ค่าเทอมที่เพิ่มสูงขึ้น และการเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กในด้านต่างๆ ต้องมากขึ้นอีกด้วย เป็นเรื่องที่ชวนปวดหัวพอสมควร สำหรับบรรดาผู้ปกครองที่ไม่ว่าลูกจะอยู่ในวัยใด เมื่อฤดูกาลเปิดเทอมใหม่ได้เวียนมาถึง แม้ตามกฎหมายจะระบุให้เด็กได้เรียนฟรี ไม่มีค่าเทอม แต่ไม่วายที่จะมีค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นจากทางโรงเรียนจะตามมา เช่น ค่าเรียนคอมพิวเตอร์ ค่าเรียนพิเศษ ค่าเรียนภาษาต่างประเทศ คอยกระตุกให้ผู้ปกครองยอมควักกระเป๋าจ่ายแลกกับอนาคตทางการศึกษาที่ดีของบุตรหลาน ในขณะที่ยังเด็กไทยอีกจำนวนมากที่ขาดโอกาสการเข้าถึงระบบการศึกษา แม้เพียงขั้นพื้นฐาน ก็ตาม "เด็กควรได้รับการศึกษา" หรือ "การศึกษาเป็นสิ่งที่รอไม่ได้" "การได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม" เราคงเคยได้ยินวาทกรรมเช่นนี้กันบ่อยครั้ง แต่ในทางปฏิบัติในสังคมไทย ดูเหมือนยังห่างไกลจากความเป็นจริงอยู่มาก กลางหุบเขาในเขตอุทยานแห่งชาติตากสิน ยังมีโรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือของพระชาวต่างชาติที่ธุดงค์ผ่านมา และพบว่าเด็กๆ ยังไม่ได้รับการศึกษาเท่าที่ควร ไม่มีโรงเรียน ซึ่งถ้าใครอยากเรียนต้องไปเรียนที่ โรงเรียนบ้านปางส้าน หรือ โรงเรียนด่านแม่ละเมา ซึ่งการเดินทางสมัยก่อนเต็มไปด้วยความยากลำบาก จึงร่วมกับชาวบ้าน ก่อตั้งโรงเรียนขึ้น ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา ในนามของโรงเรียนบ้านห้วยจะกือ นอกจากเด็กๆ ในหมู่บ้านแล้ว โรงเรียนแห่งนี้ยังรองรับเด็กนักเรียนจาก หมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียง คือ บ้านห้วยไม้ห้าง บ้านห้วยช้างไล่ บ้านป่าคา และบ้านห้วยระพิ้ง เข้ามาเรียนและประจำพักนอนที่โรงเรียน และได้โอนเป็นโรงเรียนห้องเรียนสาขาของโรงเรียนบ้านห้วยปลาหลดในปีต่อมา ถือเป็นโรงเรียนที่เปิดโอกาสให้เด็กชาวเขา ได้มีโอกาสได้รับการศึกษาตามตามสิทธิที่เด็กควรได้รับ อย่างแท้จริง หลวงพ่อแชด ธัมฉันโท คือพระธุดงค์รูปดังกล่าว ปัจจุบันท่านยังคงพำนักอยู่สำนักสงฆ์ บนเนินเขาท้ายหมู่บ้าน คอยให้การสนับสนุนทางโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เช่น งบประมาณด้านครูอาสา ค่าอาหารกลางวัน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตลอดจนการบ่มเบาะ สอนธรรมมะ จริยธรรมให้กับเด็กๆ ภายในโรงเรียน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้ใหญ่ใจดีมาจัดกิจกรรมวันเด็กให้กับนักเรียนทุกๆ ปีอีกด้วย ปัจจุบันโรงเรียนบ้านห้วยจะกือ มีนักเรียนทั้งหมด 146 คน มีนักเรียนประจำพักนอน 80 คน มีครูทั้งหมด 7 คน ครูประจำการ 1 คน พนักงานของรัฐบาล 1 คน ครูอาสาฯ 5 คน และมีแม่ครัว 1 คน มีอาคารเรียนที่ปลูกสร้างอย่างง่ายๆ 2 หลัง และเรือนนอนอีก 2 หลัง
โรงเรียนแห่งนี้ มีวันหยุด 2 วัน คือ วันอาทิตย์ และวันจันทร์ ที่ต้องหยุดในวันจันทร์ เนื่องจากเป็นวันที่ต้องไปเตรียมซื้อของที่ตลาดและติดต่อธุรตามสถานที่ราชการต่างๆ โดยเมื่อถึงเย็นวันเสาร์จะเห็นเด็กหอพัก เดินเรียงแถวกันกลับบ้านด้วยใบหน้ายิ้ัมแย้ม แม้ต้องเดินเท้่ากลับหมู่บ้านที่มีระยะทางห่างไกลออกไปราว 3 - 7 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1- 3 ชั่วโมง และจะกลับมาที่โรงเรียนอีกครั้งในช่วงเย็นวันจันทร์ นอกจากนี้เด็กที่อยู่บ้านไกล เช่นป่าคา หรือห้วยพระพริ้ง อาจเดินทางกลับบ้านเพียงแค่เทอมละ 1 ครั้ง โดยมีผู้ปกครองมารับตามวันเวลาที่ได้นัดหมายกัน เพราะระยะทางที่ไกลมากอาจต้องเสียเวลาเดินทางเป็นวันๆ เนื่องจากอยู่บนพื้นที่ห่างไกล การเดินทาง และการเข้าถึงข้อมูลเป็นเรื่องที่ยากลำบาก บ่อยครั้งที่เด็กนักเรียนจะป่วยด้วยโรคไข้มาลาเลีย "สิ่งที่เราพบบ่อยคือ ไข้มาลาเลีย ซึ่งถ้าเด็กคนหนึ่งมีอาการไข้สูง ก็จะเริ่มเฝ้าระวังทันที และพาเด็กไปหาหมอ และกันเด็กคนอื่นๆ ออก เพราะอยู่เรือนนอนเดียวกัน บางครั้งก็จะมีผู้ปกครองเดินทางมารับเพื่อกลับไปรักษาที่บ้าน แต่ค่อนข้างช้าหน่อย เนื่องจากกว่าจะทราบข่าว ก็รอถึงวันที่เด็กเดินทางกลับบ้าน" ส่วนปัญหาในด้านอื่นๆ ครูนพเล่าว่า เด็กหลายคนไม่ชอบมาโรงเรียน ตามแนวคิดที่ว่า เรียนไปก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์ และในบ้างครั้งก็แอบหนีกลับบ้าน อีกด้วย ดังนั้นในบางเวลาที่งานราชการไม่ล้นมือ ครูนพก็จะถือโอกาสเดินทางกลับบ้านพร้อมกับเด็กๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับครอบครัว และเห็นวิถีความเป็นอยู่ ของนักเรียนมากยิ่งขึ้น
"ไม่เรียนต่อหรอกครู จะกลับบ้าน" "ไปทำไร่ไงครู ไม่รู้จะเรียนทำไม ไปช่วยแม่เลี้ยงน้อง อ่านออกเขียนได้แค่นี้ก็ดีแล้ว จะได้ไม่โดนเขาหลอก" เด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งกล่าว เมื่อถามถึงอนาคตทางการศึกษา "อยากเป็นพยาบาลค่ะ แต่ไม่รู้ว่าจะได้เรียนต่อหรือเปล่า" นักเรียนหญิงอีกคนกล่าว หากใครเดินทางมาที่ห้วยจะกือ ในช่วงฤดูหนาวจะเห็นแปลงผักชนิดต่างๆ เป็นแนวยาวสวยงาม ผลงานที่น่าภาคภูมิใจของเด็กนักเรียนชั้นประถม ซึ่งครูในโรงเรียนบอกว่า แม้เด็กที่นี่จะอ่อนด้อยด้านวิชาการ แต่อย่างน้อยเด็กที่นี่ ก็ปลูกผักกินเป็น เลี้ยงหมูเป็น และทำไร่เป็น และถือเป็นความภาคภูมิใจของโรงเรียนอย่างยิ่ง เปิดโอกาสให้เด็กได้รับการศึกษาทั้งในด้านความรู้ และทักษะการใช้ชีวิต ทีมงาน ThaiNGO 21 เมษายน 2552 |
Hotmail® has a new way to see what's up with your friends. Check it out.







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น